Knowledge

          คุณทราบหรือไม่? หากคุณไม่ออกกำลังกายสมองเสียแต่วันนี้ ภาวะสมองเสื่อม(Dementia) อาจมาเยือนในไม่ช้า…หากรู้วิธีดูแลและป้องกันเสียแต่วันนี้ เราจะมีสมองสดใส คิดอะไรก็บรรเจิด นำพาชีวิตพบแต่สิ่งดีดี

มาเรียนรู้สมองกัน …

          สมอง (Brain) นั้น มีรูปร่างก้อนรูปไข่(Egg-shaped)ขนาดใหญ่ สมองผู้ใหญ่น้ำหนักเฉลี่ย 1,300 กรัม ผิวสมองลักษณะเป็นลูกคลื่น  คลื่นที่นูนของสมองเรียก “Gyri” ร่องแยกลูกคลื่นเรียก “Sulci”  พื้นสมองที่ลักษณะเป็นคลื่น Convolution โดยพบว่าหากมีคลื่นสมองมาก ผู้นั้นจะมีสติปัญญาดี เฉลี่ยวฉลาด มีไหวพริบและความจำเป็นเลิศ   ดังเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ 

         “ โธมัส อาร์วีย์ พยาธิแพทย์ โรงพยาบาล พรินซ์ตัน ได้ทำการผ่าตัดสมองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ปี 1955 และบันทึกภาพถ่ายเก็บไว้ แบ่งสมองเป็น 240 ส่วน เพื่อเก็บรักษา ต่อมา นักมานุษยวิทยา พบว่าสมองของไอน์สไตน์มีรอยหยักซับซ้อน ขรุขระมากกว่าคนปกติทั่วไป”

หน้าที่

          สมองสองซีกควบคุมการทำงานของร่างกายสลับกัน ขวาควบคุมซ้าย ซ้ายควบคุมขวา

          สมองส่วนหน้า (Cerebrum) : ทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความฉลาด ไหวพริบ(Intelligence) ความทรงจำ (Memory) ความรู้สึกรับผิดชอบต่างๆ

          Nerve Centers : ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย การมองเห็น ได้ยิน กลิ่น และรส

          Hypothalamus : ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การตื่น การหลับ รักษาระดับน้ำเกลือแร่ ควบคุมการเผาผลาญอาหาร คาร์โบไฮเดรต ไขมัน

          นอกจากการใช้สมองคิด พัฒนางานแล้ว เราควรเรียนรู้การให้รางวัลสมองบ้าง โดยการผ่อนคลายสมองและบริหารสมองทุกวัน เพื่อให้สมองได้กระชุ่มกระชวย ใช้งานได้ดีเยี่ยมไปอีกนานแสนนาน

วิธีบริหารสมอง

ออกกำลังกายสมอง ด้วย Brain Gym  โดย ดร.พอล  เดนนิสัน

  • การเคลื่อนไหวสลับข้าง (Cross Over  Movement) เพื่อให้การทำงานของสมองซีกซ้ายขวามีการทำงานเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้ดี เช่น ท่าแตะสลับ,ท่าเคลื่อนไหวสลับข้าง (Cross Crawl) 1-10 เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน,ไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค,กระตุ้นสมองที่มีการสั่งการให้เกิดความ,สมดุลทั้งซ้าย-ขวา,กระตุ้นความจำ
  • ท่ายืดส่วนต่างๆของร่างกาย (Lengthening Movement)  ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองส่วนหน้าและสมองส่วนหลัง เช่น ท่าโยคะต่างๆ
  • การเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้น(Energizing Movement) ท่าช่วยกระตุ้นการทำงานของกระแสประสาท ช่วยให้สมองตื่นตัวมีการเรียนรู้รับรู้ดีขึ้น
  • การเคลื่อนไหวร่างกายทุกสัดส่วนทั่วไป(Useful) เช่น ท่าหมุนคอ ,ท่าสะบัดมือ ,ท่าหมุนเอว,ท่าหมุนเข่า,ท่ากระโดดตบ

          นอกจากนี้แล้ว เล่นเกมส์ Sudoku  ,อ่านหนังสือ,นั่งสมาธิ จะช่วยให้สมองมีการฝึกคิดทักษะ ฝึกการจดจ่อในเป้าหมายงาน

สมองเรียนรู้ช้า  เพราะอะไร ??

          คิดแต่เรื่องลบ     หมดเวลาส่วนมาก ไปกับการคิดแต่เรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ ใส่ความคิดแต่เรื่องผิดๆในสมองมากเกินจำเป็น ทำให้สมองถูกใช้ในทางที่ผิด

          สมองขาดสมาธิ ขาดความสามารถจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างต่อเนื่องหรือขาดสมาธิแน่วแน่ในการทำงาน มักมีความสามารถเรียนรู้ในระยะสั้น

คิดแต่เรื่องในอดีต  ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ความกังวลใจ ซ้ำแล้วซ้ำอีกสิ่งนี้บั่นทอนการพัฒนาสมอง

ปัจจัยที่ทำให้สมองเรียนรู้เร็ว

          เปลี่ยนความคิดจากแง่ลบเป็นแง่บวก   ปรับทัศนคติตนเองใหม่โดยหัดยิ้มกับตนเองจากภายในใจสู่ภายนอก ไม่ตั้งแง่ลบกับผู้อื่น ไม่มองผู้อื่นด้วยหางตา การปรับแนวคิดนั้นบางคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก หากไม่สามารถฝึกคิดบวกได้ ให้หาเข้าอบรมหลักสูตรคิดบวก(Positive Thinking Course) เพื่อหาแนวคิดที่ลงตัวกับตัวเอง หาแรงจูงใจในการคิดดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เป็นที่รักเพื่อนร่วมงาน

          คิดแบบทางสายกลางตามหลักคำสอน พุทธทาส ภิกขุ ท่านกล่าว

"จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย

ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง”…

           หาวิธีผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ  โดยหากิจกรรม/งานอดิเรกทำในยามว่างทำ เช่น เดินเที่ยวชมธรรมชาติ  ไปสถานที่พักผ่อน  ตากอากาศ  ทำกิจกรรม CSR บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

           ไม่นั่งครุ่นคิดแต่งานประจำ หรือนั่งจุ่มตัวลงหน้าโทรทัศน์ หน้าจอโทรศัพท์ ทั้งวัน โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะเหล่านี้ เป็นเหตุให้สมองอ่อนล้า ไม่มีการผ่อนคลาย คิดทำอะไร สมองไม่ไหลลื่นดังคิด

           สังเกตและสำรวจตนเอง ว่ามีการเรียนรู้วิธีใดดีที่สุดเป็นพิเศษ เช่น การอ่านหนังสือ ,งานศิลปะ,ดนตรี,วาดรูป,เล่นกีฬา แล้วหากิจกรรมที่ชื่นชอบทำนอกจากเกิดความเพลิดเพลินแล้ว สามารถประทินปัญญา บางท่านหากิจกรรมที่ตนเองชอบทำ หมั่นฝึกฝนจริงจัง พบพรสวรรค์ในตนเองก็มี 

          พยายามตั้งคำถาม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับสมอง นำมาเปรียบเทียบเพื่อคิดวิเคราะห์  หัดมีคำถามต่อสิ่งที่มองเห็นเสมอหรือสรุปแนวคิดแบบ Mind Mapping เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับสมองอย่างมีระบบ  ไม่ว่าจะเป็น การสรุปบทเรียน ,การสรุปงานประจำวัน,สรุปงานประชุม ,สรุปปัญหาในงาน เป็นต้น

          ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ร่างกายกระฉับกระเฉง วันละ 10-20 นาที หรือ 3-5 วัน /สัปดาห์ หากมีพื้นที่จำกัด ให้หาท่าออกกำลังกายที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เช่น Sit UP ,ยกดรัมเบล

     สมองส่วนความจำจะทำงานได้ดีในเวลาต่างกัน

          งานวิจัยของมหาวิทยาลัย บาเซิล สวิตเซอร์แลนด์  พบว่า การจิบชาเขียว(Green Tea)เป็นประจำช่วยเพิ่มสมรรภาพของสมองในส่วนของความจำ

          สำหรับการดื่มชาเขียวนั้น ควรมาจากธรรมชาติแท้นั้น ปริมาณที่พอเหมาะ และไม่มีส่วนผสมจากการปรุงรสใดๆ จึงจะมีประโยชน์สูงสุด ควรดื่มทันทีหลังการชงใบชาเขียว 1 - 2 ช้อนชาในน้ำร้อน วันละ 3 ถ้วย แต่ไม่ควรเกิน 10 ถ้วยในระหว่างมื้ออาหาร เพื่อให้ได้คุณประโยชน์สุงสุดต่อสุขภาพ

         ซึ่งปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ทั้งเครื่องดื่ม อาหาร หรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ มีการผลิตสินค้าออกมาสู่ท้องตลาดจำนวนมาก นอกจากรสหวานเจี๊ยบชวนชื่นใจ คาร์โบไฮเดรตจำนวนมากแล้ว อาจนำมาซึ่งภัยเงียบแบบไม่รู้ตัว เช่น เบาหวาน ,ภาวะอ้วน เป็นต้น ทั้งนี้ ก่อนซื้อผู้บริโภคควรพิจารณาฉลากด้านข้างสินค้าสักนิด เพื่อการบริโภคแต่พอควร และไม่หลงเชื่อโฆษณามากกว่าคุณประโยชน์ที่แท้จริง

         การบริหารสมอง เรื่องดีดีที่ไม่ควรมองข้าม ทำให้สมองเรามีความคิดใหม่ใหม่เข้ามาเสมอ ความจำดี มีโอกาสก้าวหน้า มีความสำเร็จในงานสูงกว่าคนทั่วไป ลองทำดูนะ !!!

ที่มาข้อมูล

หมอชาวบ้าน

วรนันท์ ศุภพิพัฒน์. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาเขียว สารออกฤทธิ์ที่สำคัญและปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม

Human Anatomy and Physiology /ผศ.รำแพน

http://www.novabizz.com/NovaAce/Time/Brain_Up.htm

http://www.dek-d.com

http://news.yale.edu/

http://image.ohozaa.com

....................................................................................

ติดตามบทความได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

By อ.วีย์รฎา

 


          เมื่อ 58 ปีที่แล้ว มหาอำนาจของโลกด้านเศรษฐกิจ กองทัพ และอวกาศ คือ สหภาพโซเวียต(ปัจจุบัน รัสเซีย) และอเมริกา เมื่อกล่าวถึงสหภาพโซเวียตผู้กำเนิดเทคโนโลยีด้านอวกาศ ได้ส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก ชื่อว่า “สปุตนิก 1(Sputnik 1) ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

แบบจำลอง สปุตนิก 1

          หลังจากความสำเร็จของสปุตนิก 1ในเดือนตุลาคม นิกิตาครุชเชฟ (Nikita_Khrushchev)ผู้นำโซเวียตต้องการเปิดตัวและส่งยานอวกาศให้ทันภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2500  ซึ่งเป็นวันครบรอบ 40 ปีของการปฏิวัติบอลเชวิค การก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นและระบบมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าสปุตนิก 1 ครุชเชฟ( Khrushchev) กล่าวว่าโครงการสปุตนิก 2ซึ่งเป็นภารกิจที่จะย้ำชัยชนะของสปุตนิก 1เหนือคู่แข่ง โซเวียตตัดสินใจอย่างเป็นทางการที่จะเปิดตัวสปุตนิก 2 ในวันที่ 10 ตุลาคมเหลือเพียง 4 สัปดาห์ในการออกแบบและสร้างยานอวกาศสปุตนิก 2

          โครงการส่งมีชีวิตขึ้นไปอวกาศเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2494 พวกเขาได้ทดลองยิงจรวดให้เข้าสู่วงโคจรพร้อมกับสุนัข(ทดลองสุนัขประมาณ 12 ตัว)  สมัยนั้นมีข้อมูลน้อยมากถึงผลกระทบของการบินอวกาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในในขณะนั้นเทคโนโลยีในการผละออกจากวงโคจรยังไม่ถูกพัฒนา จึงไม่มีการคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะรอด นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่ามนุษย์จะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้จากการปล่อยหรือสภาพของอวกาศ ดังนั้น วิศวกรจึงมองว่าเที่ยวบินที่ส่งสัตว์ขึ้นสู่อวกาศด้วยนั้นจำเป็นก่อนภารกิจของมนุษย์

          ยานอวกาศสปุตนิค 2 ได้ติดตั้งระบบออกซิเจนและอุปกรณ์ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พัดลมที่จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิภายในสูงเกิน 15 องศาเซลเซียส อาหารแบบเยลลี่ถูกจัดให้พอดีใน 7 วัน ห้องโดยสารพอดีกับตัวเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว พร้อมอุปกรณ์ตรวจอัตราการเต้นหัวใจ เครื่องวัดอัตราการหายใจ เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องตรวจสอบการเคลื่อนไหวของสุนัข ยานอวกาศได้ติดตั้งเครื่องมือสำหรับการวัดรังสีดวงอาทิตย์และรังสีคอสมิกด้วย

          นักวิทยาศาสตร์โซเวียตได้ทำการคัดเลือกสุนัขจรจัดได้แก่ ไลก้า(Laika),อัลบินา(Albina)และมัชก้า(Mushka) สาเหตุที่เลือกสุนัขพันธ์ดังกล่าว เพราะสามารถทนต่อสภาวะอากาศหนาวและความหิวโหยได้ สุดท้ายไลก้า(Laika)จึงได้รับเลือกให้เป็นสุนัขหนึ่งในสามตัวที่ได้รับการฝึกสำหรับปฏิบัติภารกิจนี้

          ไลก้า(Laika) เป็นสุนัขเพศเมีย อายุ 2 ปี พันธ์ผสม(ฮัสกี้,มองเกรล,ซามอยด์) น้ำหนัก 5 กก. เดิมชื่อว่า Kudryavka  เป็นสุนัขจรจัดข้างถนนที่ถูกพบในกรุงมอสโก ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นไลก้า ตามชื่อพันธุ์สุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ในรัสเซีย ไซบีเรีย และสแกนดิเนเวีย

ภาระกิจการทดสอบ

          ไลก้า(Laika) ถูกวางตัวเป็น "สุนัขเที่ยวบิน" เพื่อเสียสละในภารกิจเที่ยวเดียวไปยังอวกาศ อัลบินา(Albina) ทำหน้าที่เป็นตัวสำรองของไลก้า และมัชก้า(Mushka) เป็น "สุนัขควบคุม” จะอยู่บนภาคพื้นดินใช้ในการทดสอบการวัดและการสนับสนุนระบยังชีพ

          ก่อนที่จะปฏิบัติภารกิจ ดร. วลาดิมี ยาดอฟสกี้ (หนังสือเรื่องราวของยานอวกาศของโซเวียต) เขียนว่า ระหว่างที่ไลก้าเล่นกับลูก ๆ ของเขา  เขากล่าวว่า "ฉันอยากจะทำสิ่งที่ดีสำหรับเธอ เธอมีเวลาน้อยมากที่เหลืออยู่"

         นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการผ่าตัดเพื่อฝังเซ็นเซอร์วัดการหายใจ การเต้นของหัวใจและความดันโลหิต สุนัขจะต้องมีการบินครั้งแรกบนเครื่องบิน Tu-104 โดยมีการฝึกอย่างต่อเนื่อง สุนัขที่ถูกวางไว้ในเครื่องหมุนเหวี่ยงที่จำลองการเร่งความเร็วของจรวด ทำให้เกิดการเต้นของชีพจรเป็นสองเท่าและความดันเลือดเพิ่มขึ้น 30-65 Torr สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนจะกินเยลลี่ชนิดพิเศษที่มีคุณค่าทางโภชนการสูง หลังจากนั้นจะทำการฝึกให้อยู่ในแคปซูลเพื่อจะได้คุ้นเคยกับระบบการให้อาหาร สุนัขจะปรับตัวในห้องโดยสารขนาดเล็กเป็นระยะเวลาถึง 20 วัน

         ตามรายงานขององค์การนาซ่า ก่อนเดินทางเกิดอุปสรรคทางเทคนิคเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1957 ไลก้าต้องนั่งอยู่ในแคปซูลนานถึง 3 วัน จนต้องติดตั้งสายยางจากภายนอกให้เข้าไปในแคปซูลเพื่อให้อากาศอบอุ่น ก่อนที่จะส่งยานอวกาศขึ้นไปนักวิทยาศาสตร์ได้ดูแลเธอเป็นอย่างดี

         หนึ่งในช่างเทคนิคยานอวกาศ ก่อนที่จะส่งไปยังวงโคจรกล่าวว่า "หลังจากที่วางไลก้าในแคปซูล เราจูบจมูกของเธอและขอให้เธอเดินทางโดยปลอดภัย พวกเรารู้ว่าเธอจะไม่รอดชีวิตกลับมา"

         และแล้วนาทีประวัติศาสตร์ของโลก กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่  3 พฤศจิกายน พ.ศ.2500 เวลา 7.22 น. ไลก้าเป็นสุนัขตัวแรกของโลกที่ได้โคจรออกนอกโลก

         แต่ความสำเร็จย่อมแรกมาด้วยการสูญเสีย ไลก้าเร่งการหายใจเพิ่มขึ้นระหว่างสามและสี่เท่าของอัตราปกติ เซ็นเซอร์แสดงให้เห็นว่าอัตราการเต้นหัวใจของเธอคือ 103 ครั้ง / นาทีและเพิ่มขึ้นถึง 240 ครั้ง / นาทีอัตราเร่งในช่วงต้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าระบบกลางอาร์-7 (R-7 sustainer)ล้มเหลวในการแยกตัว หลังจากที่ไปถึงวงโคจร บางส่วนของฉนวนกันความร้อนฉีกขาดอุณหภูมิในห้องโดยสารเพิ่มถึง 40 ° C  หลังจากสามชั่วโมงอัตราการเต้นของชีพจรของไลก้าอยู่ที่ 102 ครั้ง / นาที ประมาณสามครั้ง ข้อมูลภาคพื้นดินบ่งบอกถึงความเครียดของเธอและมีอาการตื่นเต้น หลังจากนั้นประมาณ 5-7 ชั่วโมงไลก้าก็เสียชีวิตลง

         ส่วนสปุตนิก 2 โคจรรอบโลก 2,370 รอบ โคจรเป็นวงรี ขณะอยู่ห่างจากโลกมากที่สุดเป็นระยทาง 1,671 กม. ไกลกว่า สปุตนิก 1ในตำแหน่งไกลจากโลกที่สุดเกือบสองเท่าตัว และไหม้กลางชั้นบรรยากาศโลกด้วยเวลานอกอวกาศนาน 163 วัน (14 เมษายน พ.ศ.2501)

บทสรุปการเสียชีวิตของไลก้า

          โซเวียต อ้างว่าไลก้ามีชีวิตอยู่ในวงโคจรได้เพียง 4-10 วัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ไลก้าเกิดภาวะอาหารเป็นพิษและมีการสำลักอาหารหรือไม่ก็ขาดออกซิเจนเพราะเครื่องออกซิเจนแบตเตอร์รี่หมด

         ในปี พ.ศ. 2543 รัสเซีย รายงานว่า ไลก้าเสียชีวิตเนื่องจากมีอาการตื่นเต้นมากเกินไป

        ในวันที่ 4 ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2545 ที่ประชุมสภาอวกาศโลกในเมืองฮุสตัน มลรัฐเท็กซัส

         ดิมิทริ มาลาเชนคอฟ จากสถาบันปัญหาชีวภาพในมอสโก รัสเซีย จึงได้ออกมาเปิดเผยว่า " ระหว่างการปล่อยจรวด อุปกรณ์ตรวจจับทางการแพทย์ชี้ว่าอัตราชีพจรของไลก้าสูงเป็นสามเท่าของปกติ และเมื่อเข้าสู่สภาวะไร้น้ำหนักอัตราการเต้นของหัวใจไลก้าช้าลงอย่างมาก และมันต้องใช้เวลานานกว่าที่เคยใช้ตอนฝึกกับเครื่องบนโลกนานถึงสามเท่ากว่าหัวใจจะกลับมาเต้นในอัตราเดิมจุดจบของไลก้ามาถึงราว 5-7 ชั่วโมงของการบิน(โคจรได้ 4 รอบ)เนื่องจากความร้อนสูงเกินไป ระบบการควบคุมอุณหภูมิภายในยานอวกาศไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของระบบและเวลา”

        องค์กรพิทักษ์สัตว์ของตะวันตก(อาร์เอส)และสหรัฐอเมริกาออกมาประณามโซเวียตเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ เป็นประเด็นทางการเมือง ประชาชนมีการประท้วง ณ. สถานทูตสหภาพโซเวียต

        โอเลก กาเซนโก หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของโครงการที่มีส่วนรับผิดชอบในการส่งไลก้าแสดงความเสียใจในการจากไปของไลก้า “การทำงานกับสัตว์ทำให้เราทุกคนลำบากใจ เราปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเด็กทารกที่ไม่สามารถพูดได้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ฉันได้สำนึกและขอโทษเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราไม่สมควรจะทำมัน สุดท้ายเราไม่ได้อะไรจากปฏิบัติการครั้งนี้ ทำให้เขาต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า”

        วารสารทางวิทยาศาสตร์โปแลนด์ ตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2501 วิจารณ์ถึงภาระกิจนี้ว่า “ภารกิจดังกล่าวไม่ได้อุทิศเพื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไม่ได้นำเขากลับมายังพื้นโลกด้วย น่าเศร้าและไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับวงการวิทยาศาสตร์”

        อย่างไรก็ดี การทดลองพิสูจน์ว่าไลก้าสามารถรอดชีวิตจากการปล่อยยานขึ้นสู่วงโคจรและทนต่อสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นการกรุยทางแก่การบินอวกาศมนุษย์และให้ข้อมูลแรก ๆ บางส่วนแก่นักวิทยาศาสตร์ว่า สิ่งมีชีวิตตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมในการบินอวกาศอย่างไร 

อนุสาวรีย์ไลก้า ที่สตาร์ซิตี้ ประเทศรัสเซีย สถานที่ฝึกอบรมอวกาศรัสเซีย

        หลังจากการส่งสปุตนิก 2 โซเวียตก็ได้ส่งสุนัขขึ้นไปในอวกาศอีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2503  ยานสปุตนิก 5  พร้อมกับสุนัขพันธุ์ผสม 2 ตัว ชื่อ เบลก้า (Belka) และ สเตรลก้า (Strelka) กับหนู,กระต่าย,ต้นไม้และเชื้อราจำนวนหนึ่ง ยานกลับสู่บรรยากาศโลกอย่างปลอดภัยในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2503 หลังจากนั้นสเตรลก้ามีลูกครอกหนึ่งทางการโซเวียตได้จัดส่งลูกของสเตรลก้าให้เป็นของขวัญแก่ แจกเกอลีน เคนเนดีภริยาประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี วันที่ 12 เมษาย พ.ศ. 2504

        มีสุนัข 4 ตัว เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภาระกิจ คือบาร์(Bars),ลิซิชก้า(Lisichka) เสียชีวิตเมื่อ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2503 เนื่องจากชิ้นส่วนยาน R-7 ระเบิดหลังจากปล่อยได้เพียง 28.5วินาที และไซโยลก้า(Phyolka),มัชก้า(เพื่อนร่วมรุ่นไลก้า ไม่ได้ร่วมภารกิจบนสปุตนิก 2เพราะเธอไม่ยอมกินอาหารบนยาน) เสียชีวิตเมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2503 เนื่องจากยานคอแลบล์-สปุตนิก 3หรือสปุตนิก 6  กลับลงมายังพื้นโลกผิดพลาดทางโซเวียตจึงเปิดระบบทำลายตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศมหาอำนาจตรวจสอบ

        วันที่ 12 เมษายน ค.1961 โซเวียต ส่ง ยูริ กาการิน มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นไปบนอวกาศกาการินกล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า “ผมไม่เข้าใจว่าผมเป็นใครกันแน่ระหว่างมนุษย์คนแรกในอวกาศหรือสุนัขตัวสุดท้ายในอวกาศ”

องค์การนาซาได้ตั้งชื่อตัวอย่างดินจากดาวอังคารเพื่อเป็นเกียรติว่า “ไลก้า”

แหล่งที่มา :


ติดตามบทความได้ที่
 

    หากคุณต้องจ่ายเงินไปกับการให้รางวัลตัวเองสักครั้งในชีวิต แนะนำให้คุณลองเดินทางไปชิมชิลชิลกับเมนูสุดหรูราคาแพง เปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆกับมุมโลกใหม่ๆ เปลี่ยนกัดแฮมเบอร์คำโตเกอร์มากินออร์แกนิคคำพอดี……ลองดูสักครั้งจะประทับใจไม่มีลืม

1.Poop Coffee

Kopi Luwak”หรือชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “กาแฟขี้ชะมด” ซึ่งชะมดกินกาแฟเข้าไปแล้วถ่ายออกมาเป็นกาแฟ ราคาถึง  100 ดอลลาร์ต่อถ้วย สำหรับคอกาแฟหากได้กลิ่นหอมกรุ่นคงพลาดไม่ได้ซะแล้ว…

2.Dragon Dog

ผู้คิดค้นเมนูนี้คือชนพื้นเมือง Canadians เป็น Hot Dog ที่แพงที่สุดในโลก ส่วนผสมประกอบด้วย  Kobe beef dog หมักในน้ำมันเห็ด truffle  โรยเนื้อกุ้ง lobster ราดด้วยน้ำคอนยัค(บรั่นดีชั้นดี)ราคา 2,000 ดอลลาร์

3.Maggot Cheese

 ชีสหนอนนมแกะ(Casu Marzu) ปัจจุบันอียูกำหนดให้เป็นอาหารผิดกฎหมายและผิดหลักโภชนาการแต่แฟนพันธุ์แท้เจ้าหนอนตัวอ้วนก็สรรหามาอร่อยเหอะกัน…

4.Douche Burger

เบอร์เกอร์ตับห่านแสนอร่อย เป็นขนมขึ้นชื่อของโกเบอัดไส้ด้วยกุ้ง lobster,Caviar,เห็ด truffle, ชีสไอน้ำแชมเปญและซอสบาร์บีคิวเข้มขนจากกระบวนการขับถ่ายชะมด อีกเมนูแล้ว… ราคา 666 ดอลลาร์

5.Elephant Dung Beer

“Kono Kuro (เบียร์กาแฟขี้ช้าง) เป็นเบียร์สัญชาติญี่ปุ่นผลิตจากเมล็ดกาแฟซึ่งช้างกินเข้าไป แล้วถ่ายเป็นออกมาพร้อมกับมูล ราคา 100 ดอลลาร์

6.'Black Diamond' Ice Cream

ไอศครีมราคาแพงที่สุดในโลกนี้มีจำหน่ายในดูไบ  เป็นไอศครีมวานิลลาใส่ “Saffron” หญ้าฝรั่น(เครื่องเทศสมุนไพรจากต่างประเทศที่มีราคาแพงมากที่สุดในโลก)  เห็ด black truffle (เห็ดที่มีราคาแพงกว่าทอง) และทอง 23 กะรัต ใส่มาในชาม Versace หรูๆ เมื่อทานเสร็จสามารถนำกลับบ้านได้คร่า

7.Bird's Nest Soup

ซุปรังนกนางแอ่นจากจีน มีความพิเศษสุดๆกว่าซุปใดในโลก (เค้าว่ากัน) แถมราคามากกว่า 2000 ดอลลาร์ … จะดีแค่ไหนต้องไปลองชิมนะคะ

8.Fruit Bat Soup

OH!!!ซุปค้างคาว   … ซึ่งว่ากันว่าค้างคาวกินผลไม้นี้มีพิษต่อร่างกายมนุษย์ อาจเป็นสาเหตุการเจ็บป่วย Parkinson's และAlzheimer's แต่สำหรับนักชิมนี่คือสุดยอดความโอชะ

9.Escamole

เมนู "คาเวียร์เม็กซิกัน"   เป็นไข่มดดำยักษ์  บางคนบอกว่ามันมีรสชาติความอร่อยเด็ด คล้ายกลิ่นความหอมหวลของข้าวโพด  เอ …แต่ ไม่รู้ว่าจะรสชาติแซ่บนัวสู้ไข่มดแดงบ้านเราได้มั๊ยนะ…

 

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก https://www.distractify.com 

ผู้เขียน อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์

www.ophconsultant.com

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

 

edit @ 9 Mar 2016 20:52:52 by อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์